DriteStudioDRITESTUDIODRITESTUDIO
หน้าแรกบทความเกี่ยวกับเราติดต่อเรา
หน้าแรก
VPSเซิร์ฟเวอร์เสมือนประสิทธิภาพสูง พร้อมสิทธิ์ Root เต็มรูปแบบ
VPS ForexVPS เทรด Forex หน่วงต่ำพิเศษ สำหรับ EA และระบบเทรดอัตโนมัติ
เว็บโฮสติ้งโฮสติ้งพร้อมใช้งาน มี Plesk และ SSL ฟรี
โฮสติ้งเกมเซิร์ฟเวอร์รองรับเกมมากกว่า 20 เกมทั่วโลก เพียงเช่า VPS แล้วแจ้งเกมที่ต้องการติดตั้งกับเรา
เซิร์ฟเวอร์เฉพาะเซิร์ฟเวอร์เฉพาะระดับองค์กร พร้อม IPMI
ฝากวางเซิร์ฟเวอร์ฝากเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลมาตรฐานสากล
ความปลอดภัยWAF ระบบป้องกัน DDoS และ SOC เฝ้าระวังตลอด 24/7
รับทำเว็บไซต์ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
บริการ SEOดันอันดับด้วยบทความ Backlink และ Technical SEO
สถานะระบบตรวจสอบสถานะระบบและความพร้อมใช้งาน
บทความเกี่ยวกับเราติดต่อเรา
0%
Data Center Tier คืออะไร
กลับหน้ารายการบทความ

Data Center Tier คืออะไร

ทำความเข้าใจระบบ Data Center Tier 1-4 จาก Uptime Institute แต่ละระดับแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือก Tier ไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ

Universal-13 สิงหาคม 2566-อัปเดต: 26 มีนาคม 2569

Data Center Tier คืออะไร? ทำความเข้าใจระดับมาตรฐานของศูนย์ข้อมูล

เมื่อพูดถึงการเลือกใช้บริการ Data Center สิ่งหนึ่งที่มักถูกกล่าวถึงเสมอคือ Tier ของ Data Center ซึ่งเป็นระบบจัดอันดับที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าใจได้ทันทีว่า Data Center แห่งนั้นมีความน่าเชื่อถือ มีระบบสำรอง และมีความพร้อมใช้งานอยู่ในระดับใด การเข้าใจระบบ Tier จะช่วยให้คุณเลือกใช้บริการที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

มาตรฐาน Tier คืออะไร?

ระบบ Tier ของ Data Center ถูกกำหนดโดย Uptime Institute ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในด้านการรับรองมาตรฐาน Data Center ระบบนี้แบ่ง Data Center ออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ Tier 1 ถึง Tier 4 โดยแต่ละระดับมีข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ระบบเครือข่าย และระบบสำรองที่แตกต่างกัน ยิ่งตัวเลข Tier สูง ก็ยิ่งมีความน่าเชื่อถือและมีระบบสำรองมากขึ้น

Tier 1 - ระดับพื้นฐาน

Tier 1 เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดของ Data Center มีความพร้อมใช้งาน (Uptime) อยู่ที่ 99.671% ซึ่งหมายความว่าอาจมี Downtime ได้ถึง 28.8 ชั่วโมงต่อปี Data Center ระดับ Tier 1 มีระบบไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนเพียงเส้นทางเดียว ไม่มีระบบสำรอง หากต้องทำการบำรุงรักษาหรืออุปกรณ์เกิดปัญหา ระบบจะต้องหยุดทำงาน Tier 1 เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่จำเป็นต้องให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

Tier 2 - ระดับมีระบบสำรองบางส่วน

Tier 2 มีความพร้อมใช้งานอยู่ที่ 99.741% หรือ Downtime ไม่เกิน 22 ชั่วโมงต่อปี จุดที่แตกต่างจาก Tier 1 คือ Tier 2 มีระบบสำรองบางส่วน เช่น เครื่อง UPS สำรองและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง อย่างไรก็ตาม เส้นทางจ่ายไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนยังคงมีเพียงเส้นทางเดียว ดังนั้นการบำรุงรักษาอุปกรณ์หลักบางส่วนยังคงต้องหยุดระบบ

Tier 3 - ระดับบำรุงรักษาได้โดยไม่หยุดระบบ

Tier 3 มีความพร้อมใช้งานอยู่ที่ 99.982% หรือ Downtime ไม่เกิน 1.6 ชั่วโมงต่อปี นี่คือระดับที่ Data Center ส่วนใหญ่ที่ให้บริการเชิงพาณิชย์มุ่งหวังจะได้รับ จุดเด่นของ Tier 3 คือระบบทุกอย่างมีเส้นทางสำรอง ทำให้สามารถทำการบำรุงรักษาอุปกรณ์ใด ๆ ได้โดยไม่ต้องหยุดระบบ (Concurrently Maintainable)

Data Center ระดับ Tier 3 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องการความต่อเนื่องสูง เช่น ผู้ให้บริการ Hosting และ VPS ที่ต้องให้บริการลูกค้าตลอดเวลา รวมถึงองค์กรที่ใช้บริการ Colocation เพื่อวางเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง

Tier 4 - ระดับสูงสุด ทนทานต่อทุกสถานการณ์

Tier 4 เป็นมาตรฐานสูงสุด มีความพร้อมใช้งานอยู่ที่ 99.995% หรือ Downtime ไม่เกิน 26 นาทีต่อปี ระบบทุกอย่างมีความซ้ำซ้อน (Redundancy) อย่างสมบูรณ์ ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และระบบเครือข่าย Tier 4 สามารถทนต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ (Fault Tolerant) แม้อุปกรณ์ใดเกิดปัญหาหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบก็ยังคงทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่มีผลกระทบ

Tier 4 เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่สามารถยอมให้ระบบหยุดทำงานได้เลย เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน โรงพยาบาล และหน่วยงานรัฐที่ให้บริการสำคัญ การใช้ Dedicated Server ใน Data Center ระดับ Tier 4 จะให้ความมั่นใจสูงสุดในด้านความพร้อมใช้งาน

เลือก Tier อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ?

การเลือกระดับ Tier ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ความสำคัญของระบบต่อธุรกิจ งบประมาณที่มี และระดับ Downtime ที่ยอมรับได้

สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจทั่วไปหรือบล็อก Tier 2 หรือ Tier 3 ก็เพียงพอแล้ว แต่หากเป็นระบบ E-Commerce ที่ทำรายได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือระบบที่ต้องรองรับธุรกรรมทางการเงิน ควรเลือก Data Center ระดับ Tier 3 ขึ้นไป

ผู้ให้บริการ Data Center ที่ดีจะมีระบบ รักษาความปลอดภัย ที่แข็งแกร่งในทุกระดับ Tier แต่ยิ่ง Tier สูง ระบบป้องกันก็ยิ่งซ้ำซ้อนและครอบคลุมมากขึ้น

ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม

นอกจากระดับ Tier แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อเลือก Data Center เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง คุณภาพของทีมวิศวกร SLA (Service Level Agreement) ที่ให้ และราคาค่าบริการ บาง Data Center อาจไม่ได้ผ่านการรับรอง Tier อย่างเป็นทางการจาก Uptime Institute แต่มีมาตรฐานเทียบเท่า จึงควรสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Tier 3 กับ Tier 4 ราคาต่างกันมากไหม?

Tier 4 มักมีราคาสูงกว่า Tier 3 ประมาณ 30-50% เนื่องจากต้องมีระบบสำรองที่ซ้ำซ้อนมากกว่า สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ Tier 3 เพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นองค์กรที่ไม่สามารถยอมให้ระบบหยุดทำงานได้แม้แต่นาทีเดียว

Data Center ในไทยมีถึง Tier 4 ไหม?

ในประเทศไทยมี Data Center ที่ได้รับการรับรอง Tier 3 และบางแห่งมีมาตรฐานเทียบเท่า Tier 4 แม้จะไม่ได้ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการจาก Uptime Institute ทุกแห่ง แต่ผู้ให้บริการชั้นนำในไทยก็มีมาตรฐานที่สูงเพียงพอสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Uptime 99.99% กับ 99.999% ต่างกันมากไหม?

ต่างกันมากทีเดียว 99.99% หมายถึง Downtime ไม่เกิน 52 นาทีต่อปี ส่วน 99.999% หมายถึง Downtime ไม่เกิน 5 นาทีต่อปี แม้ตัวเลขจะดูใกล้เคียงกัน แต่ความแตกต่างในแง่ของเวลา Downtime จริง ๆ ห่างกันถึง 10 เท่า

สรุป

ระบบ Data Center Tier เป็นมาตรฐานที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเปรียบเทียบคุณภาพของ Data Center ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ Tier 1 ที่เป็นระดับพื้นฐาน ไปจนถึง Tier 4 ที่มีความพร้อมใช้งานสูงสุด การเข้าใจระบบ Tier จะช่วยให้คุณเลือก Data Center ที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

แชร์บทความ:
ดูบทความเพิ่มเติม
D

DriteStudio | ไดรท์สตูดิโอ

ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับ VPS เว็บโฮสติ้ง และบริการฝากวางเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย

ดำเนินการโดย บริษัท คราฟต์ อินเตอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด

© 2026 บริษัท คราฟต์ อินเตอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด สงวนลิขสิทธิ์

นโยบายความเป็นส่วนตัวข้อกำหนดการให้บริการสถานะระบบ