Face ID เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่โดดเด่นและล้ำสมัยที่สุดที่พัฒนาโดย Apple เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนผ่านการจดจำใบหน้า เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 กับ iPhone X และได้กลายเป็นมาตรฐานในการปลดล็อกอุปกรณ์และยืนยันตัวตนบนอุปกรณ์ Apple หลายรุ่น. ในบทความนี้ เราจะสำรวจว่า AI มีบทบาทอย่างไรในการทำงานของ Face ID และการปรับปรุงความปลอดภัยของเทคโนโลยีนี้
การทำงานของ Face ID
Face ID ใช้ระบบกล้อง TrueDepth ซึ่งประกอบด้วยกล้องอินฟราเรด โปรเจคเตอร์แบบจุด และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ในการสร้างแผนที่ความลึกของใบหน้าผู้ใช้ ระบบนี้สามารถวิเคราะห์และจับภาพใบหน้าในแบบ 3 มิติ โดยการทำงานมีขั้นตอนหลักดังนี้:- จับภาพใบหน้า: เมื่อผู้ใช้มองไปที่อุปกรณ์ กล้องอินฟราเรดจะจับภาพใบหน้าและโปรเจคเตอร์แบบจุดจะฉายจุดอินฟราเรดกว่า 30,000 จุดบนใบหน้า
- สร้างแผนที่ความลึก: ข้อมูลจากจุดอินฟราเรดจะถูกใช้ในการสร้างแผนที่ความลึก 3 มิติของใบหน้า
- วิเคราะห์ใบหน้า: ข้อมูลจากแผนที่ความลึกจะถูกส่งไปยัง Neural Engine ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชิป A-series ของ Apple เพื่อทำการวิเคราะห์และยืนยันตัวตน
บทบาทของ AI ใน Face ID
AI มีบทบาทสำคัญในการทำให้ Face ID ทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย:- Machine Learning: Face ID ใช้เทคโนโลยี Machine Learning ในการเรียนรู้และจดจำใบหน้าผู้ใช้ในหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนทรงผม ใส่แว่น หรือมีการเปลี่ยนแปลงในแสงสว่าง. Neural Engine ของ Apple สามารถประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
- ความปลอดภัย: AI ช่วยให้ Face ID สามารถตรวจจับการพยายามปลอมแปลงใบหน้าได้ เช่น การใช้ภาพถ่ายหรือหน้ากาก นอกจากนี้ การประมวลผลข้อมูลทั้งหมดจะเกิดขึ้นบนอุปกรณ์เอง ไม่ถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
- การปรับปรุงประสิทธิภาพ: ด้วย AI ที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง Face ID สามารถปรับตัวและเรียนรู้จากการใช้งานของผู้ใช้ ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามเวลา