Tauri 2.0: การอัปเดตครั้งสำคัญสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันข้ามแพลตฟอร์ม
Tauri เป็นเฟรมเวิร์กที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่มีขนาดเล็กและเร็วสำหรับระบบปฏิบัติการหลักๆ เช่น macOS, Linux, Windows รวมถึงมือถือ iOS และ Android โดยใช้เทคโนโลยี frontend ที่คุ้นเคย เช่น HTML, CSS, และ JavaScript ร่วมกับ Rust สำหรับส่วน core ของแอปพลิเคชัน
คุณสมบัติใหม่ใน Tauri 2.0
- การรองรับมือถือ: Tauri 2.0 มีการรองรับ iOS และ Androidอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปที่ทำงานได้ทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือโดยใช้โค้ดเดียวกัน
- ปลั๊กอินแบบโมดูลาร์: API ของ Tauri ถูกปรับปรุงให้ใช้ระบบปลั๊กอิน ทำให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดเฉพาะสำหรับแต่ละแพลตฟอร์มได้ใน Swift และ Kotlin นอกเหนือจาก Rust และ JavaScript
- การปรับปรุง IPC (Inter-Process Communication): การสื่อสารระหว่างส่วน frontend (JavaScript) กับส่วน backend (Rust) ได้รับการปรับปรุงด้วยโปรโตคอลใหม่ที่คล้ายกับการสื่อสาร HTTP ทำให้เร็วขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้น
- ฟีเจอร์ Multiwebview: รองรับการเพิ่มหลาย webview ในหน้าต่างเดียว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและถูกซ่อนไว้อยู่เบื้องหลัง ใน Cargo
- API สำหรับเมนูและไอคอนเทรย์: ตอนนี้สามารถกำหนดเมนูของหน้าต่างและไอคอนเทรย์ได้ผ่าน JavaScript นอกเหนือจาก Rust ซึ่งทำให้ง่ายขึ้นในการจัดการ UI ของแอปพลิเคชัน
- เมนูบริบทแบบเนทีฟ: ฟีเจอร์นี้เป็นที่ต้องการมากจากผู้ใช้งาน โดยตอนนี้สามารถเข้าถึงได้ผ่าน API ทั้งใน Rust และ JavaScript ด้วยความสามารถของ muda
- API สำหรับมือถือ: มีการเพิ่ม API สำหรับมือถือ เช่น การแจ้งเตือน, โดวัลล็อก, NFC, อ่านบาร์โค้ด, ยืนยันตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์, คลิปบอร์ด และลิงก์ดีพลิงก์ เป็นต้น เพื่อให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นมือถือเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
ประโยชน์ของการใช้งาน Tauri
- การลงทุนต่ำในการเปลี่ยนไปเป็น Native App: ช่วยให้ทีมงาน web developer สามารถสร้าง native app ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเรียนรู้ภาษาใหม่
- ฐานโค้ด UI เดียวกันทุกแพลตฟอร์ม
- ประสิทธิภาพและการทำงานที่รวดเร็ว
คำถามเกวไปเกี่ยวกับการใช้งาน Tauri
- ฉันต้องทำอะไรหากฉันต้องการเปลี่ยนมาใช้ Tauri?
- ฉันมีทีมงาน web developer อยู่แล้ว ฉันควรทำอย่างไร?
บทสรุป
Tauri 2.0 เป็นการอัปเกรดยอดเยียยมสำหรับนักพัฒนา เน้นทำให้เกิดความสะดวกสบายในการสร้างผลิตภัณฑ์ทั่วหลายแพลตฟอร์ม ด้วยการรองรับมือถือและการปรับปรุงประสิทธิภาพการสื่อสารภายในระบบ นอกจากนี้ ยังมีความพยายามอยู่เสมอในการปรับปรุงประสบการณ์การทำงานของผู้พัฒนา (Developer Experience) ให้มีความครอบคลุมมากขึ้นต่อไปในอนาคต