หน่วยงานกำกับดูแลการเงินเพิ่มการตรวจสอบ AI ในธนาคาร หวั่นความเสี่ยงไซเบอร์กระทบเสถียรภาพระบบ
หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินในสหรัฐฯ และยุโรปเพิ่มความสนใจในการตรวจสอบการใช้ AI ขั้นสูงและ AI Agent ในธนาคาร หลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีไซเบอร์
หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินในสหรัฐฯ และยุโรปเพิ่มความสนใจในการตรวจสอบการใช้ AI ขั้นสูงและ AI Agent ในธนาคาร หลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีไซเบอร์และระบบอัตโนมัติที่อาจทำงานผิดพลาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การควบคุมสิทธิ์ของ AI การตรวจสอบย้อนหลัง การพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีภายนอก และแผนกู้คืนระบบเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง
หน่วยงานกำกับดูแลจับตาการใช้ AI ในภาคการเงิน
หน่วยงานกำกับดูแลการเงินในสหรัฐฯ และยุโรปกำลังเพิ่มความสนใจต่อความเสี่ยงจากการนำ AI ขั้นสูงมาใช้ในธนาคาร โดยเฉพาะระบบ AI Agent ที่สามารถดำเนินงานหลายขั้นตอนและใช้เครื่องมือภายนอกได้
รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ระบุว่า หน่วยงานในสหรัฐฯ รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve ได้สอบถามธนาคารเกี่ยวกับการนำโมเดล AI ขั้นสูงมาใช้ ตลอดจนวิธีควบคุมและตรวจสอบระบบดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานในยุโรปให้ความสำคัญกับความสามารถในการกู้คืนระบบหลังเกิดเหตุโจมตีไซเบอร์
ประเด็นนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเหมาะสม
AI Agent เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องควบคุมการทำงานให้ได้
AI Agent แตกต่างจากระบบสนทนาทั่วไปตรงที่สามารถรับเป้าหมาย วางแผน ดำเนินงานผ่านเครื่องมือ และทำงานต่อเนื่องได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอย่างการใช้งานในองค์กรอาจรวมถึงการวิเคราะห์เอกสาร ตรวจสอบธุรกรรม ช่วยทีมรักษาความปลอดภัย หรือรวบรวมข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
ความสามารถเหล่านี้อาจลดภาระงานซ้ำซ้อนและช่วยให้เจ้าหน้าที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้เร็วขึ้น แต่หากระบบได้รับสิทธิ์มากเกินไปหรือทำงานโดยไม่มีจุดตรวจสอบ ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูล การเรียกใช้เครื่องมือผิดพลาด หรือการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึงได้
ธนาคารจึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตชัดเจนว่า AI สามารถอ่านข้อมูลใด ทำรายการใดได้ และงานประเภทใดต้องได้รับการอนุมัติจากมนุษย์ก่อนเสมอ
ความเสี่ยงไซเบอร์และการทำงานผิดพลาดของ AI
ความเสี่ยงจาก AI ในภาคการเงินไม่ได้จำกัดอยู่ที่การถูกโจมตีโดยตรง แต่รวมถึงกรณีที่ระบบอัตโนมัติทำงานผิดพลาดหรือถูกชักจูงให้ดำเนินการนอกเหนือจากวัตถุประสงค์เดิม
ตัวอย่างเช่น หาก AI Agent สามารถเข้าถึงระบบภายในและเครื่องมือเครือข่ายได้ การตั้งค่าที่ไม่รัดกุมอาจเปิดช่องให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลหรือการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ การพึ่งพาผู้ให้บริการ AI ภายนอกมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงหากบริการเกิดขัดข้องหรือถูกโจมตี
มาตรการควบคุมจึงควรรวมถึงการจำกัดสิทธิ์ตามหน้าที่ การตรวจสอบการเรียกใช้เครื่องมือ การเก็บบันทึกการทำงาน และการทดสอบระบบก่อนเปิดใช้งานจริง
แผนกู้คืนระบบมีความสำคัญมากขึ้น
Reuters รายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปให้ความสำคัญกับการเตรียมระบบกู้คืนจากเหตุการณ์ไซเบอร์ รวมถึงการมีระบบสำรองที่แยกจากระบบหลัก
ธนาคารจำเป็นต้องวางแผนสำหรับกรณีที่ระบบ AI หรือผู้ให้บริการภายนอกไม่สามารถใช้งานได้ หากกระบวนการสำคัญพึ่งพาระบบอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว องค์กรอาจไม่สามารถให้บริการต่อได้เมื่อระบบเกิดขัดข้อง
แนวทางที่เหมาะสมคือเตรียมช่องทางสำรอง ทดสอบการกู้คืนข้อมูลเป็นระยะ และกำหนดขั้นตอนให้เจ้าหน้าที่สามารถกลับมาดำเนินงานด้วยวิธีอื่นได้เมื่อระบบอัตโนมัติหยุดทำงาน
ความท้าทายในการกำกับดูแล AI ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
เทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมกับการป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อระบบการเงิน
การตรวจสอบอาจต้องพิจารณาทั้งความสามารถของโมเดล วิธีเชื่อมต่อกับระบบภายใน ผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาด และการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของบุคคลที่สาม
สำหรับธนาคาร การมีนโยบาย AI อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถตรวจสอบการใช้งานจริง ระงับการทำงานเมื่อพบความเสี่ยง และกู้คืนระบบได้ตามแผน
สรุป
การเพิ่มการตรวจสอบ AI ในธนาคารสะท้อนความกังวลว่าความผิดพลาดหรือการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับระบบอัตโนมัติอาจส่งผลต่อบริการทางการเงินในวงกว้าง องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับการจำกัดสิทธิ์ AI Agent การตรวจสอบย้อนหลัง การจัดการผู้ให้บริการภายนอก และแผนกู้คืนระบบ เพื่อให้การนำ AI มาใช้สร้างประโยชน์โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเกินกว่าที่ควบคุมได้
ที่มา: Reuters , Investing.com