ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับหน้ารายการบทความ

Apple Neural Engine (ANE): การปฏิวัติการประมวลผล AI บนอุปกรณ์

เจาะลึก Apple Neural Engine ตั้งแต่ A11 ถึง M4 หลักการทำงาน ฟีเจอร์ที่ใช้ ANE ตั้งแต่ Face ID ถึง Apple Intelligence พร้อมแนวทางใช้ Core ML สำหรับนักพัฒนา

Apple Neural Engine (ANE): การปฏิวัติการประมวลผล AI บนอุปกรณ์

Apple Neural Engine (ANE) คืออะไร? ชิป AI ที่ทำให้ iPhone ฉลาดขึ้นทุกปี

Apple Neural Engine คือหน่วยประมวลผลเฉพาะทางสำหรับ AI และ Machine Learning ที่ฝังอยู่ในชิป A-series และ M-series ของ Apple ทำหน้าที่รัน Neural Network ได้เร็วกว่า CPU ถึง 15 เท่า โดยใช้พลังงานน้อยกว่ามาก เป็นเบื้องหลังของฟีเจอร์ที่คุณใช้ทุกวัน ตั้งแต่ Face ID, กล้องถ่ายรูปโหมด Portrait ไปจนถึง Siri และ Apple Intelligence

Neural Engine คืออะไร ต่างจาก CPU และ GPU อย่างไร

ในชิปประมวลผลสมัยใหม่มี 3 หน่วยประมวลผลหลักที่ทำงานร่วมกัน CPU ถูกออกแบบมาสำหรับงานทั่วไปที่ต้องตัดสินใจซับซ้อน GPU เน้นงานกราฟิกและการคำนวณแบบขนาน ส่วน Neural Engine ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการคำนวณ Matrix Multiplication ซึ่งเป็นแกนหลักของ Neural Network

ความแตกต่างอยู่ที่สถาปัตยกรรม Neural Engine มี Processing Core จำนวนมากที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผล Tensor Operations โดยเฉพาะ ทำให้คำนวณได้เร็วกว่า CPU ในงานด้าน AI หลายสิบเท่า ขณะที่กินพลังงานเพียงเศษเสี้ยว

วิวัฒนาการของ Neural Engine จาก A11 สู่ M4

A11 Bionic จุดเริ่มต้นของ AI On-Device

Apple เปิดตัว Neural Engine ครั้งแรกในชิป A11 Bionic (iPhone X ปี 2017) มี 2 Core ประมวลผลได้ 600 พันล้านการคำนวณต่อวินาที (600 GOPS) รองรับเฉพาะ Face ID และ Animoji เท่านั้น

A12 Bionic ก้าวกระโดดครั้งใหญ่

A12 ขยายจาก 2 Core เป็น 8 Core ประสิทธิภาพพุ่งจาก 600 GOPS เป็น 5 TOPS (Trillion Operations Per Second) เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า และเปิดให้นักพัฒนาเข้าถึงผ่าน Core ML เป็นครั้งแรก

A17 Pro และ M4 ยุคของ AI ประสิทธิภาพสูง

ชิปรุ่นล่าสุดมี Neural Engine 16 Core ประมวลผลได้ถึง 35 TOPS ใน A17 Pro และ 38 TOPS ใน M4 รองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่อย่าง LLM ที่ขับเคลื่อน Apple Intelligence ได้บนอุปกรณ์โดยตรง

ฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Neural Engine

Face ID การจดจำใบหน้า 3 มิติ

ทุกครั้งที่คุณปลดล็อก iPhone ด้วย Face ID ระบบ TrueDepth Camera ฉาย Infrared Dot กว่า 30,000 จุดลงบนใบหน้าเพื่อสร้างแผนที่ 3 มิติ Neural Engine วิเคราะห์ข้อมูลนี้ผ่าน Neural Network และยืนยันตัวตนภายในมิลลิวินาที ข้อมูลใบหน้าถูกเก็บใน Secure Enclave บนอุปกรณ์เท่านั้น ไม่ถูกส่งไปที่ใด

Computational Photography

กล้อง iPhone สมัยใหม่ไม่ได้พึ่งเลนส์อย่างเดียว แต่ใช้ Neural Engine ประมวลผลภาพแบบ Real-time ทั้ง Night Mode ที่รวมภาพหลายเฟรมเข้าด้วยกันเพื่อความสว่าง, Portrait Mode ที่แยก Depth Map ของวัตถุหน้าและหลัง, Smart HDR ที่ปรับ Dynamic Range อัตโนมัติ และ Photonic Engine ที่ปรับปรุงคุณภาพภาพตั้งแต่ระดับ Pixel

Apple Intelligence

ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ต้องอาศัย Neural Engine อย่างมาก ตั้งแต่การสรุปข้อความ การเขียนข้อความใหม่ Genmoji ที่สร้างอีโมจิเฉพาะ Image Playground ที่สร้างภาพจากคำบรรยาย และ Siri ที่เข้าใจบริบทมากขึ้น ทั้งหมดประมวลผลบนอุปกรณ์เมื่อเป็นไปได้ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว

การวิเคราะห์สุขภาพบน Apple Watch

Neural Engine บน Apple Watch ขับเคลื่อนฟีเจอร์สุขภาพที่ซับซ้อน ตั้งแต่การตรวจจับหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AFib Detection) การวัดออกซิเจนในเลือด (SpO2) การตรวจจับการหกล้ม (Fall Detection) และ Crash Detection ที่ตรวจจับอุบัติเหตุรถยนต์

สำหรับนักพัฒนา: Core ML และการเข้าถึง Neural Engine

Apple เปิดให้นักพัฒนาเข้าถึง Neural Engine ผ่าน Core ML framework ทำให้สามารถรันโมเดล Machine Learning บนอุปกรณ์ได้ง่ายๆ ขั้นตอนคือ Train โมเดลด้วย TensorFlow หรือ PyTorch แปลงเป็นรูปแบบ Core ML ด้วย coremltools แล้ว Integrate เข้าแอปผ่าน Xcode

สิ่งที่ต้องรู้คือ Core ML จะตัดสินใจเองว่าจะรันส่วนไหนบน CPU, GPU หรือ Neural Engine ตามความเหมาะสม นักพัฒนาไม่ต้องจัดการเอง แต่สามารถ Optimize โมเดลเพื่อให้ใช้ Neural Engine ได้มากที่สุดโดยใช้ Float16 และ Quantization

สำหรับการ Train โมเดล AI ที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง นักพัฒนาสามารถใช้ VPS ที่มี GPU เพื่อ Train โมเดลได้อย่างรวดเร็ว ก่อนแปลงมาเป็น Core ML สำหรับรันบนอุปกรณ์ หรือหากต้องการทรัพยากรเฉพาะ Dedicated Server จะตอบโจทย์งาน AI Training ที่ต้องการ GPU หลายตัว

AI On-Device กับความเป็นส่วนตัว

ปรัชญาของ Apple คือประมวลผลบนอุปกรณ์ให้มากที่สุด ข้อดีคือข้อมูลส่วนตัวไม่ออกจากอุปกรณ์ ตอบสนองเร็วเพราะไม่ต้องรอ Network Latency ทำงานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้คลาวด์ Apple ใช้ Private Cloud Compute ที่ประมวลผลบน Apple Silicon ในศูนย์ข้อมูลโดยไม่เก็บข้อมูลผู้ใช้

การพัฒนาแอปที่ต้องเชื่อมต่อกับ Backend ส่วนระบบความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะข้อมูลที่ส่งจากอุปกรณ์ไป Cloud ต้องได้รับการปกป้องอย่างรัดกุม

คำถามที่พบบ่อย

Neural Engine กับ NPU ต่างกันไหม?

Neural Engine คือชื่อที่ Apple ใช้เรียก NPU (Neural Processing Unit) ของตัวเอง ทำหน้าที่เหมือนกัน คือประมวลผล AI และ Machine Learning โดยเฉพาะ ผู้ผลิตอื่นอย่าง Qualcomm เรียกว่า Hexagon NPU ส่วน Google เรียกว่า Tensor Processing Unit (TPU)

iPhone รุ่นไหนมี Neural Engine?

ทุก iPhone ตั้งแต่ iPhone X (ชิป A11 Bionic) ขึ้นไปมี Neural Engine ในตัว แต่ประสิทธิภาพจะต่างกัน ตั้งแต่ 2 Core ใน A11 ไปจนถึง 16 Core ใน A17 Pro โดย Apple Intelligence ต้องใช้ iPhone 15 Pro (A17 Pro) ขึ้นไปเนื่องจากต้องการ Neural Engine ที่แรงพอ

นักพัฒนาต้องรู้อะไรบ้างถึงจะใช้ Neural Engine ได้?

ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ Machine Learning ก็ใช้ได้ Apple มี Create ML ที่ Train โมเดลได้ง่ายๆ ด้วย GUI และ Core ML ที่ Integrate โมเดลเข้าแอปได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน แค่มีพื้นฐาน Swift/Xcode ก็เริ่มต้นได้

Neural Engine ทำงานได้โดยไม่ต้องต่อเน็ตจริงหรือ?

ถูกต้อง Neural Engine ประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ไม่ต้องส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ ฟีเจอร์อย่าง Face ID, Night Mode และ Fall Detection ทำงานได้แม้อยู่ในพื้นที่ไม่มีสัญญาณ


Apple Neural Engine เป็นเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์ Apple ฉลาดขึ้นทุกปี ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือนักพัฒนาที่ต้องการสร้างแอป AI หากคุณกำลังพัฒนาแอปที่ต้อง Train โมเดล AI ก่อนนำไปรันบน Neural Engine ลองพิจารณาบริการ VPS และเซิร์ฟเวอร์จาก DriteStudio ที่รองรับ Workload ด้าน AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ