ราคา RTX 5090 พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ! การ์ดจอตัวท็อปแพงขึ้นเท่าตัวใน 1 ปี ท่ามกลางวิกฤตชิ้นส่วน AI
วิกฤตชิป AI กำลังเล่นงานเกมเมอร์เต็ม ๆ เมื่อ GeForce RTX 5090 การ์ดจอตัวท็อปของ NVIDIA พุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ หรือกว่า 160,000 บาท
วงการการ์ดจอกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ราคาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อ GeForce RTX 5090 การ์ดจอเรือธงรุ่นล่าสุดจาก NVIDIA มีราคาขายปลีกในสหรัฐอเมริกาพุ่งทะลุหลัก 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 160,000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตซัพพลายเชนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกซ้ำเติมจากกระแสความต้องการชิปสำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างรุนแรง
ราคาพุ่งเกินเท่าตัวในเวลาเพียงหนึ่งปี
จากข้อมูลราคาขายปลีกล่าสุดบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Newegg พบว่า การ์ดจอรุ่น Zotac GeForce RTX 5090 Solid OC ซึ่งเป็นรุ่นที่มีราคาถูกที่สุดในตลาดสหรัฐฯ ณ ขณะนี้ มีป้ายราคาอยู่ที่ 4,999 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 2,250 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และสูงกว่าราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ NVIDIA ที่ตั้งไว้เพียง 1,999 ดอลลาร์สหรัฐถึงกว่าเท่าตัว ขณะเดียวกัน การ์ดจอรุ่นพรีเมียมอย่าง Asus ROG Astral 4X OC ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของค่าย Asus ก็มีราคาพุ่งแรงไม่แพ้กัน โดยขยับขึ้นไปแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้ว จากเดิมที่เคยวางจำหน่ายในราคาประมาณ 3,360 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีก่อนหน้า คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 12 เดือน
ต้นตอปัญหา: ชิ้นส่วนขาดแคลนจากกระแส AI
สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาการ์ดจอตระกูล RTX 50-series ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้ มาจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยความจำประเภท HBM (High Bandwidth Memory) และ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ถูกแย่งชิงกำลังการผลิตจากภาคอุตสาหกรรม AI ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ต่างหันไปป้อนชิ้นส่วนให้กับลูกค้าระดับองค์กรในธุรกิจ AI ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและสั่งซื้อในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้ชิ้นส่วนที่เหลือสำหรับตลาดการ์ดจอสำหรับผู้บริโภคทั่วไปมีปริมาณจำกัดและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยข้อมูลระบุว่าราคาหน่วยความจำ RAM ในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 500% ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญที่ผลักดันให้ราคาการ์ดจอพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบลามทั้งไลน์ RTX 50-series
ไม่เพียงแต่รุ่นเรือธงอย่าง RTX 5090 เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ การ์ดจอในตระกูล RTX 50-series รุ่นอื่น ๆ ก็เผชิญกับการปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน โดยพบว่าราคาเฉลี่ยของไลน์การ์ดจอรุ่นนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 20% ไปจนถึง 77% ขึ้นอยู่กับรุ่นและระดับประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น RTX 5060 Ti รุ่นความจุ 16GB มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 77% ขณะที่รุ่นเริ่มต้นอย่าง RTX 5050 ก็มีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 20% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การ์ดจอรุ่นท็อปเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้บริโภคทุกระดับ
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและตลาดเกมมิ่ง
สถานการณ์ราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงนี้ สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคและเกมเมอร์ทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนจะอัปเกรดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อรองรับเกมรุ่นใหม่หรือการทำงานด้านกราฟิกที่ต้องการประสิทธิภาพสูง ราคาที่สูงเกินกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับการ์ดจอเพียงตัวเดียว ถือเป็นระดับราคาที่เกินเอื้อมสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่ และอาจส่งผลให้ตลาดเกมมิ่งพีซีชะลอตัวลงในระยะสั้น ขณะที่ผู้บริโภคบางส่วนอาจหันไปพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การ์ดจอรุ่นรองลงมา การ์ดจอมือสอง หรือการรอคอยรอบการผลิตใหม่ที่อาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ด้านซัพพลายได้ในอนาคต
แนวโน้มในอนาคต
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สถานการณ์ราคาการ์ดจอที่สูงผิดปกติเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ตราบใดที่ความต้องการชิปสำหรับระบบ AI ยังคงอยู่ในระดับสูงและกำลังการผลิตชิ้นส่วนยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่สามารถขยายกำลังการผลิตได้สำเร็จ หรือความต้องการจากภาคธุรกิจ AI เริ่มชะลอตัวลง ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาการ์ดจอจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อการ์ดจอตระกูล RTX 50-series ยังคงต้องเผชิญกับราคาที่สูงกว่าปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา: LavX News
DriteStudio
Digital infrastructure provider for VPS, web hosting, and colocation in Thailand
Operated by Craft Intertech (Thailand) Co., Ltd.